ติดต่อลิ้งพันธมิตร

พิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์

  พิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535

ข้อบังคับทั่วไป

1. การประกันภัยรถยนต์

1.1 การประกันภัยรถยนต์

  1. การประกันภัยรถยนต์ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับทั่วไป แบบคำขอเอาประกันภัยรถยนต์   แบบกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ อัตราเบี้ยประกันภัย และแบบเอกสารแนบท้าย ดังที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 การรับประกันภัยรถยนต์ซึ่งมิได้ปฏิบัติตามข้อบังคับทั่วไป หรือแบบคำขอเอาประกันภัยรถยนต์ หรือแบบกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ หรืออัตราเบี้ยประกันภัย หรือแบบเอกสารแนบท้าย นั้นเป็นการละเมิดพิกัดอัตรา ฯ
  2. คำว่า "รถยนต์" หมายความว่า ประเภทรถยนต์ที่ระบุไว้ในข้อ 4

1.2 ระยะเวลาประกันภัย

คือวันที่กรมธรรม์มีผลเริ่มต้นให้ความคุ้มครองจนถึงวันสิ้นสุดระยะเวลาให้ความคุ้มครอง โดยบริษัทจะออกกรมธรรม์ให้มีระยะเวลาประกันภัยเกินกว่าหนึ่งปีไม่ได้ แต่ให้ขยายเวลาเอาประกันภัยได้โดยการจัดทำเอกสารแนบท้าย และระยะเวลาที่เกินกว่าหนึ่งปีนั้นรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 90 วัน โดยคิดเบี้ยประกันภัยเฉลี่ยเป็นรายวัน

เวลาเริ่มต้นความคุ้มครอง ในการขอเอาประกันภัย

  1. กรณีที่แจ้งขอเอาประกันภัยล่วงหน้า  ให้ถือว่าบริษัทรับประกันภัยและให้ความคุ้มครองตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่เริ่มต้นระยะเวลาประกันภัย
  2. กรณีที่แจ้งขอเอาประกันภัยในวันเดียวกันกับวันที่เริ่มต้นระยะเวลาเอาประกันภัย ให้ถือว่าเวลาที่เริ่มมีผลคุ้มครองคือเวลาที่บริษัทตอบตกลงรับประกันภัย

เวลาสิ้นสุดความคุ้มครองคือ เวลา 16.30 น.ของวันสิ้นสุดระยะเวลาประกันภัย

2. ประเภทความคุ้มครองและจำนวนเงินจำกัดความรับผิดพื้นฐาน

ความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์มี 4 ประเภท แต่ละประเภทมีจำนวนเงินจำกัดความรับผิดพื้นฐาน ดังนี้

2.1 ความคุ้มครองความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก (Third Party Bodily Injury: TPBI)

หมายถึงความรับผิดต่อความบาดเจ็บหรือมรณะของบุคคลภายนอก และความรับผิดต่อความ บาดเจ็บหรือมรณะของผู้โดยสารในรถคันเอาประกันภัย โดยมีจำนวนเงินขั้นต่ำที่บริษัทต้องรับประกันภัย  จำนวน 100,000 บาทต่อหนึ่งคน และ 10,000,000 บาทต่อหนึ่งครั้ง ทั้งนี้ จำนวนเงินจำกัดความรับผิดนี้ถือเป็นส่วนเกินจากความคุ้มครองตามกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

2.2 ความคุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก (Third Party Property Damage: TPPD)

หมายถึงความรับผิดต่อความเสียหายใดๆอันเกิดแก่ทรัพย์สินของบุคคลภายนอก โดยมีจำนวนเงินขั้นต่ำที่บริษัทต้องรับประกันภัย จำนวน 200,000 บาทต่อหนึ่งครั้ง

2.3 ความคุ้มครองความรับผิดต่อความเสียหายของตัวรถยนต์ (Own Damage: OD)

หมายถึงความคุ้มครองความเสียหายของตัวรถยนต์คันเอาประกันภัย รวมถึงอุปกรณ์และส่วนควบ โดยมีจำนวนเงินขั้นต่ำที่บริษัทต้องรับประกันภัย จำนวน 50,000 บาท (รถจักรยานยนต์ 5,000 บาท)   ทั้งนี้ การรับประกันภัยตัวรถยนต์ไม่ควรรับประกันภัยในจำนวนเงินจำกัดความรับผิดต่ำกว่า 80% ของราคารถยนต์  ในวันเริ่มการประกันภัย เว้นแต่รถยนต์ที่ไม่มีการเสียภาษีขาเข้า

2.4 ความคุ้มครองความรับผิดต่อความสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์ (Fire and Theft: F&T)

หมายถึงความคุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถคันเอาประกันภัยที่ถูกไฟไหม้ และการสูญหายรวมถึงความเสียหายอันเนื่องมาจากการสูญหาย รวมทั้งอุปกรณ์ เครื่องตกแต่ง หรือสิ่งที่ติดประจำอยู่กับตัวรถยนต์เกิดไฟไหม้หรือสูญหายไป   โดยมีจำนวนเงินขั้นต่ำที่บริษัทต้องรับประกันภัยจำนวน 50,000 บาท (รถ        จักรยานยนต์ 5,000 บาท)

จำนวนเงินจำกัดความรับผิดสามารถเพิ่มให้สูงกว่าพื้นฐานได้  โดยเพิ่มเบี้ยประกันภัยตามอัตราเบี้ย ประกันภัยเพิ่มตามความเสี่ยงภัย และอัตราเบี้ยประกันภัยเพิ่มความคุ้มครองตามที่ได้ระบุไว้ในพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ฯ

3. ประเภทกรมธรรม์

กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์แบ่งเป็น 3  ประเภท  ดังนี้

3.1 กรมธรรม์ประเภท 1 (Comprehensive) คือกรมธรรม์ประกันภัยที่มีความคุ้มครองครบทั้ง        4 ความคุ้มครองตามข้อ 2.1  2.2  2.3  และ  2.4

จำนวนเงินจำกัดความรับผิดตามข้อ  2.3  และ  2.4  ต้องมีจำนวนเงินคุ้มครองเท่ากัน

3.2 กรมธรรม์ประเภท 2 (Third  Party  Liability , Fire  and  Theft) คือกรมธรรม์ประกันภัยที่มีความคุ้มครองตามข้อ 2.1  2.2  และ  2.4

3.3 กรมธรรม์ประเภท 3 (Third  Party  Liability Only) คือกรมธรรม์ประกันภัยที่มีความคุ้มครองตามข้อ 2.1 และ  2.2 

4. ประเภทรถยนต์

จำแนกประเภทรถยนต์ออกเป็น 8 ประเภท ดังนี้

(1) ประเภทรถยนต์นั่ง

หมายถึง รถยนต์ที่นั่งได้ไม่เกิน 7 คน  รวมทั้งคนขับ ได้แก่

  1. รถเก๋ง
  2. รถตรวจการเล็ก หรือรถแวนเล็ก
  3. รถจิ๊ป  ช่วงสั้น
  4. รถสามล้อเครื่อง

(2) ประเภทรถยนต์โดยสาร

หมายถึง รถยนต์ที่นั่งได้เกิน 7 คน  รวมทั้งคนขับ  ได้แก่

  1. รถตู้โดยสาร
  2. รถปิคอัพ หรือรถโดยสารที่นั่งสองแถว
  3. รถเมล์โดยสาร

(3) ประเภทรถยนต์บรรทุก

หมายถึง รถยนต์ที่ใช้เพื่อการบรรทุก และขนส่งสินค้าชนิดต่างๆ  ได้แก่

  1. ชนิดเก๋งทึบบรรทุก (แวน)
  2. ชนิดกระบะไม้หรือเหล็ก  และมีหรือไม่มีหลังคา (ปิ๊กอัพหรือทรัค)
  3. ชนิดถังเหล็ก (แท๊งก์)

(4) ประเภทรถยนต์ลากจูง

หมายถึง รถยนต์ที่ไม่มีกระบะสำหรับการบรรทุก และใช้ในการลากจูง

(5) ประเภทรถพ่วง

หมายถึง รถที่ไม่มีเครื่องยนต์ และใช้ในการบรรทุกคู่กับรถยนต์ลากจูง หรือใช้ในการบรรทุกคู่กับรถยนต์บรรทุก

(6) ประเภทรถจักรยานยนต์

หมายถึง รถสองล้อที่มีเครื่องยนต์  มีหรือไม่มีรถพ่วงก็ได้

(7) ประเภทรถยนต์นั่งรับจ้างสาธารณะ

หมายถึง รถยนต์นั่งได้ไม่เกิน 7 คน รวมทั้งคนขับซึ่งจดทะเบียนเป็นรถยนต์นั่งรับจ้างสาธารณะ  ได้แก่ 

  1. รถแท๊กซี่
  2. รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง
  3. รถสามล้อแท็กซี่

(8) ประเภทรถยนต์เบ็ดเตล็ด

หมายถึง รถยนต์ที่ไม่จัดอยู่ใน 7 ประเภทรถยนต์ดังกล่าวข้างต้น  ได้แก่

  1. รถยนต์ป้ายแดง
  2. รถพยาบาล
  3. รถดับเพลิง

 ง)   รถใช้ในการเกษตร

  1. รถใช้ในการก่อสร้าง

ฉ)   รถอื่นๆ

5. รหัสรถยนต์

รหัสรถยนต์ที่บริษัทต้องระบุไว้ในหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ เป็นตัวเลขมีความหมาย ดังนี้

ตัวเลขที่หนึ่ง                  แสดงถึงประเภทรถยนต์        ตัวเลขที่สองและสาม                แสดงถึงลักษณะการใช้รถยนต์

รหัสรถยนต์ที่ปรากฏตามตารางข้างต้นมีความหมาย ดังนี้

ตัวเลขที่หนึ่ง 1  ประเภทรถยนต์นั่ง

  1. ประเภทรถยนต์โดยสาร
  2. ประเภทรถยนต์บรรทุก
  3. ประเภทรถยนต์ลากจูง
  4. ประเภทรถพ่วง
  5. ประเภทรถจักรยานยนต์
  6. ประเภทรถยนต์นั่งรับจ้างสาธารณะ

       8      ประเภทรถยนต์เบ็ดเตล็ด

ตัวเลขที่สองและสาม  ได้แก่

10       ชนิดรถยนต์ส่วนบุคคล

20       ชนิดรถยนต์ใช้เพื่อการพาณิชย์

30       ชนิดรถยนต์ใช้รับจ้างสาธารณะ

40       ชนิดรถยนต์ใช้เพื่อการพาณิชย์พิเศษ

สำหรับประเภทรถยนต์เบ็ดเตล็ด กำหนดไว้ดังนี้

  1. รถยนต์ป้ายแดง
  2. รถพยาบาล
  3. รถดับเพลิง
  4. รถใช้ในการเกษตร
  5. รถใช้ในการก่อสร้าง
  6. รถอื่นๆ

6. ลักษณะการใช้รถยนต์

แยกออกเป็น ดังนี้

(1) การใช้ส่วนบุคคล

หมายถึง รถที่ผู้เอาประกันภัยเป็นบุคคลธรรมดา และใช้รถยนต์เพื่อประโยชน์ส่วนตัว  ไม่ใช้ รับจ้าง หรือให้เช่า และให้รวมถึง รถที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของ แต่เป็นรถที่มีไว้เพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งใช้โดยเฉพาะ  เช่น รถประจำตำแหน่ง   ในกรณีดังกล่าวให้ระบุชื่อบุคคลนั้นเป็นผู้เอาประกันภัย

(2) การใช้เพื่อการพาณิชย์หมายถึง รถที่ใช้รับจ้าง ให้เช่า หรือรถที่ผู้เอาประกันภัยเป็นบุคคลธรรมดา แต่โดยปกติการใช้รถจะใช้เพื่อการขนส่งผู้โดยสาร หรือบรรทุกสินค้า เพื่อประโยชน์ทางการค้า หรือธุรกิจ หรือเป็นรถที่ผู้เอาประกันภัยเป็นนิติบุคคล

(3) การใช้รับจ้างสาธารณะหมายถึง รถที่ผู้เอาประกันภัยเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล และใช้รถในทางรับจ้างสาธารณะ

(4) การใช้เพื่อการพาณิชย์พิเศษหมายถึง รถที่ใช้เพื่อการพาณิชย์ สำหรับการบรรทุกและขนส่งสินค้าที่มีความเสี่ยงภัยสูง เช่น การบรรทุกเชื้อเพลิง กรด แก๊ส 

(5) รถยนต์ป้ายแดงหมายถึง การประกันภัยของผู้ค้ารถยนต์ หรืออู่ซ่อมรถยนต์ โดยสามารถรับประกันภัยตามป้ายแดง หรือบุคคลขับขี่ระบุชื่อก็ได้

(6) รถพยาบาลหมายถึง รถของสถานพยาบาลที่ใช้ในการรับส่งผู้ป่วย โดยมีสัญญาณไฟฉุกเฉิน แต่ไม่รวมถึงรถอื่นๆ ของสถานพยาบาล

(7) รถดับเพลิง

(8) รถใช้ในการเกษตรหมายถึง รถที่เกษตรกรใช้ในการประกอบอาชีพกสิกรรม เช่น รถอีแต๋น รถแทรกเตอร์ที่มีอุปกรณ์การหว่าน การไถ การเก็บเกี่ยว การนวด

(9) รถใช้ในการก่อสร้างหมายถึง รถที่ใช้ในกิจการก่อสร้าง เช่น รถบดถนน รถเกลด รถโม่ปูน และรถแทรกเตอร์ที่ใช้ในการก่อสร้าง

(10) รถอื่นๆหมายถึง รถที่อยู่นอกเหนือจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น

7. ขนาดรถยนต์ 

ขนาดรถยนต์แยกตามลักษณะการใช้รถยนต์ โดยแยกออกเป็น

(1) ขนาดเครื่องยนต์   ใช้สำหรับรถยนต์นั่ง   รถยนต์นั่งรับจ้างสาธารณะ    รถจักรยานยนต์      รถพยาบาล

  1. จำนวนที่นั่ง  ใช้สำหรับรถยนต์โดยสาร
  2. น้ำหนักบรรทุก  ใช้สำหรับรถยนต์บรรทุก รถยนต์ลากจูง รถพ่วง รถดับเพลิง รถใช้ในการเกษตร รถใช้ในการก่อสร้าง ทั้งนี้ น้ำหนักบรรทุกให้หมายความถึงน้ำหนักรถ และน้ำหนักบรรทุกรวมกัน

8. การรับประกันภัยรถยนต์-การระบุข้อความในรายการการใช้รถยนต์

8.1 การรับประกันภัยรถยนต์ต้องรับประกันภัยตามประเภทรถยนต์ รหัสรถยนต์ ลักษณะการใช้     รถยนต์ และขนาดรถยนต์ตามตารางต่อไปนี้

ประเภทรถยนต์

รหัสฯ

ลักษณะการใช้รถยนต์

ขนาดเครื่องยนต์/จำนวนที่นั่ง/น้ำหนักบรรทุก

รถยนต์นั่ง

110

120

การใช้ส่วนบุคคล

การใช้เพื่อการพาณิชย์

ไม่เกิน 2,000 ซี.ซี.

เกิน 2,000 ซี.ซี.

 

รถยนต์โดยสาร

210

220

230

การใช้ส่วนบุคคล

การใช้เพื่อการพาณิชย์

การใช้รับจ้างสาธารณะ

ไม่เกิน 20 ที่นั่ง

เกิน 20 ที่นั่ง

แต่ไม่เกิน 40 ที่นั่ง

เกิน 40 ที่นั่ง

รถยนต์บรรทุก

320

340

การใช้เพื่อการพาณิชย์

การใช้เพื่อการพาณิชย์พิเศษ

ไม่เกิน 4,000 ก.ก.

เกิน 4,000 ก.ก. แต่ไม่เกิน 12,000 ก.ก.

เกิน 12,000 ก.ก.

รถยนต์ลากจูง

420

การใช้เพื่อการพาณิชย์

ไม่เกิน 8,000 ก.ก.

เกิน 8,000 ก.ก.

 

รถพ่วง

520

540

การใช้เพื่อการพาณิชย์

การใช้เพื่อการพาณิชย์พิเศษ

ไม่เกิน 30,000 ก.ก.

เกิน 30,000 ก.ก.

 

รถจักรยานยนต์

610

620

630

การใช้ส่วนบุคคล

การใช้เพื่อการพาณิชย์

การใช้รับจ้างสาธารณะ

ไม่เกิน 110 ซี.ซี.

เกิน 110 ซี.ซี.

 

รถยนต์นั่งรับจ้างสาธารณะ

730

การใช้รับจ้างสาธารณะ

ไม่เกิน 1,000 ซี.ซี.

เกิน 1,000 ซี.ซี. แต่ไม่เกิน 2,000 ซี.ซี.

เกิน 2,000 ซี.ซี.

รถยนต์เบ็ดเตล็ด

801

รถยนต์ป้ายแดง

-

-

-

 

802

รถพยาบาล

ไม่เกิน 2,000 ซี.ซี.

เกิน 2,000 ซี.ซี.

 

 

803

รถดับเพลิง

ไม่เกิน 12,000 ก.ก.

เกิน 12,000 ก.ก.

 

 

804

รถใช้ในการเกษตร

ไม่เกิน 12,000 ก.ก.

เกิน 12,000 ก.ก.

 

 

805

รถใช้ในการก่อสร้าง

ไม่เกิน 12,000 ก.ก.

เกิน 12,000 ก.ก.

 

 

806

รถอื่นๆ

 

 

 

8.2 บริษัทต้องระบุลักษณะการใช้รถยนต์ไว้ในหน้าตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ตามรายการ     การใช้รถยนต์ ดังนี้

ประเภทรถยนต์

รหัสฯ

ลักษณะการใช้รถยนต์

ข้อความที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์

รถยนต์นั่ง

110

120

การใช้ส่วนบุคคล

การใช้เพื่อการพาณิชย์

ใช้ส่วนบุคคล ไม่ใช้รับจ้างหรือให้เช่า

ใช้เพื่อการพาณิชย์ ไม่ใช้รับจ้างสาธารณะ

รถยนต์โดยสาร

210

220

230

การใช้ส่วนบุคคล

การใช้เพื่อการพาณิชย์

การใช้รับจ้างสาธารณะ

ใช้ส่วนบุคคล ไม่ใช้รับจ้างหรือให้เช่า

ใช้เพื่อการพาณิชย์ ไม่ใช้รับจ้างสาธารณะ

ใช้รับจ้างสาธารณะ

รถยนต์บรรทุก

320

 

340

การใช้เพื่อการพาณิชย์

 

การใช้เพื่อการพาณิชย์พิเศษ

ใช้เพื่อการพาณิชย์ ไม่ใช้เพื่อการบรรทุกและขนส่งสินค้าที่มีความเสี่ยงภัยสูง เช่น เชื้อเพลิง กรด แก๊ส

ใช้เพื่อการพาณิชย์พิเศษ การบรรทุกและขนส่งสินค้าที่มีความเสี่ยงภัยสูง เช่น เชื้อเพลิง กรด แก๊ส

รถยนต์ลากจูง

420

การใช้เพื่อการพาณิชย์

ใช้เพื่อการพาณิชย์

รถพ่วง

520

 

540

การใช้เพื่อการพาณิชย์

 

การใช้เพื่อการพาณิชย์พิเศษ

ใช้เพื่อการพาณิชย์ ไม่ใช้เพื่อการบรรทุกและขนส่งสินค้าที่มีความเสี่ยงภัยสูง เช่น เชื้อเพลิง กรด แก๊ส

ใช้เพื่อการพาณิชย์พิเศษ การบรรทุกและขนส่งสินค้าที่มีความเสี่ยงภัยสูง เช่น เชื้อเพลิง กรด แก๊ส

รถจักรยานยนต์

610

620

การใช้ส่วนบุคคล

การใช้เพื่อการพาณิชย์

ใช้ส่วนบุคคล ไม่ใช้รับจ้างหรือให้เช่า

ใช้เพื่อการพาณิชย์ ไม่ใช้รับจ้างสาธารณะ

รถยนต์นั่งรับจ้างสาธารณะ

730

การใช้รับจ้างสาธารณะ

ใช้เพื่อรับจ้างสาธารณะ

รถยนต์เบ็ดเตล็ด

801

รถยนต์ป้ายแดง

ใช้เพื่อการค้ารถยนต์ และการซ่อมรถยนต์

 

802

รถพยาบาล

รถพยาบาล

 

803

รถดับเพลิง

รถดับเพลิง

 

804

รถใช้ในการเกษตร

รถใช้ในการเกษตร

 

805

รถใช้ในการก่อสร้าง

รถใช้ในการก่อสร้าง

 

806

รถอื่นๆ

รถอื่นๆ

 

9.   อัตราเบี้ยประกันภัย

อัตราเบี้ยประกันภัยที่กำหนดไว้ในตารางอัตราเบี้ยประกันภัย  เป็นอัตราเบี้ยประกันภัยของระยะเวลาการเอาประกันภัยเต็มปี  ประกอบด้วยตารางอัตราเบี้ยประกันภัย  4  ตาราง ดังนี้

ตารางที่ 1  เบี้ยประกันภัยพื้นฐาน

ตารางที่ 2  อัตราเบี้ยประกันภัยเพิ่มตามความเสี่ยงภัย

ตารางที่ 3  อัตราเบี้ยประกันภัยเพิ่มความคุ้มครอง

ตารางที่ 4  อัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันภัยเพิ่มตามเอกสารแนบท้าย

ตารางที่ 1 เบี้ยประกันภัยพื้นฐาน

เบี้ยประกันภัยพื้นฐานที่กำหนดไว้ตามตารางอัตราฯ เป็นเบี้ยประกันภัยที่กำหนดขึ้นตามจำนวนเงินจำกัดความรับผิดพื้นฐานของรถทั้ง 8 ประเภทรถยนต์ โดยแยกเป็นเบี้ยประกันภัยพื้นฐานสำหรับการประกันภัยตามกรมธรรม์ประเภท 1  กรมธรรม์ประเภท 2  และกรมธรรม์ประเภท 3 

เบี้ยประกันภัยพื้นฐานที่กำหนดไว้เป็นเบี้ยประกันภัยพื้นฐานขั้นสูงและขั้นต่ำ

มิให้บริษัทใช้เบี้ยประกันภัยพื้นฐานสูงเกินกว่าเบี้ยประกันภัยพื้นฐานขั้นสูง หรือใช้เบี้ยประกันภัย พื้นฐานต่ำกว่าเบี้ยประกันภัยพื้นฐานขั้นต่ำ ในการคำนวณเบี้ยประกันภัย

ตารางที่ 2 อัตราเบี้ยประกันภัยเพิ่มตามความเสี่ยงภัย

หมายถึง อัตราเบี้ยประกันภัยที่เป็นตัวแปรในการคำนวณเบี้ยประกันภัย โดยคิดจากความเสี่ยงภัยแต่ละชนิดเพื่อให้เบี้ยประกันภัยที่เรียกเก็บจากรถยนต์แต่ละประเภทเหมาะสมกับความเสี่ยงภัยของ  รถยนต์ประเภทนั้นๆ ปรากฏตามตารางอัตราเบี้ยประกันภัย ทั้ง 8 ประเภท จำแนกได้ 7 ชนิด ดังนี้

            (1)  ลักษณะการใช้รถยนต์ แยกรายละเอียดดังนี้

1.1  การใช้ส่วนบุคคล  สำหรับรถรหัส 110   210   610

1.2  การใช้เพื่อการพาณิชย์  สำหรับรถรหัส 120   220   320   420   520   620

1.3  การใช้รับจ้างสาธารณะ  สำหรับรถรหัส 230   730

1.4  การใช้เพื่อการพาณิชย์พิเศษ  สำหรับรถรหัส 340   540

  1. รถยนต์ป้ายแดง  สำหรับรถรหัส 801
  2. รถพยาบาล  สำหรับรถรหัส 802
  3. รถดับเพลิง  สำหรับรถรหัส 803
  4. รถใช้ในการเกษตร  สำหรับรถรหัส 804
  5. รถใช้ในการก่อสร้าง  สำหรับรถรหัส 805
  6. รถอื่นๆ  สำหรับรถรหัส 806

(2) ขนาดรถยนต์  แยกออกเป็น

  1. ขนาดเครื่องยนต์  สำหรับรถรหัส 110   120   610   620   730  802
  2. จำนวนที่นั่ง  สำหรับรถรหัส 210   220   230
  3. น้ำหนักบรรทุก  สำหรับรถรหัส 320  340  420  520  540  803  804 805

( 3) อายุผู้ขับขี่  อายุผู้ขับขี่ที่กำหนดไว้ในตารางอัตราฯกำหนดไว้เป็น 4 ช่วงอายุ  ได้แก่

  1. อายุตั้งแต่  18 ปี ถึง  24 ปี
  2. อายุตั้งแต่  25 ปี ถึง  35 ปี
  3. อายุตั้งแต่  36 ปี ถึง  50 ปี
  4. อายุเกิน  50 ปีขึ้นไป

ผู้เอาประกันภัยสามารถระบุชื่อผู้ขับขี่ได้ไม่เกิน 2 คน อัตราที่กำหนดในตารางอัตราฯกำหนดให้ใช้อายุผู้ขับขี่ที่มีความเสี่ยงภัยมากกว่าเป็นเกณฑ์ในการคำนวณอัตราเบี้ยประกันภัยส่วนการนับอายุให้นับปีที่เกิด ถึงปีที่ยื่นคำขอเอาประกันภัยอายุผู้ขับขี่ใช้สำหรับรถรหัส 110   210   610 (เฉพาะรถส่วนบุคคลเท่านั้น)

(4) กลุ่มรถยนต์

กลุ่มรถยนต์แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม โดยอาศัยราคาอะไหล่และค่าซ่อมเป็นตัวกำหนด     การแบ่งกลุ่มรถยนต์ดังกล่าว โดยจำแนกรายละเอียดตาม ยี่ห้อ รุ่น รายละเอียดระบุไว้ในตารางกลุ่มรถยนต์

กรณีรถยนต์รุ่นที่มิได้ระบุไว้ในตารางกลุ่มรถยนต์ ให้ใช้อัตราเบี้ยประกันภัยเพิ่มตามความเสี่ยงภัยตามกลุ่มของยี่ห้อ  ซึ่งจำแนกตามการผลิตภายในประเทศและรถที่นำเข้าจากต่างประเทศ

กรณีรถยนต์ยี่ห้อที่มิได้ระบุไว้ในตารางกลุ่มรถยนต์ ให้ใช้อัตราเบี้ยประกันภัยเพิ่มตามความเสี่ยงภัยตามกลุ่มรถยนต์ที่ใกล้เคียง

กลุ่มรถยนต์ใช้สำหรับ รถรหัส  110  120  (เฉพาะรถยนต์นั่งเท่านั้น)

(5) อายุรถยนต์

อายุรถยนต์เป็นตัวแปรความเสี่ยงภัยที่ใช้คำนวณเบี้ยประกันภัย โดยพิจารณาจากอายุการใช้งาน ซึ่งจะมีผลทำให้ความเสี่ยงภัยเพิ่มขึ้นหรือลดลง ส่วนการนับอายุรถยนต์ให้นับปีที่จดทะเบียนรถยนต์ ถึงปีที่ยื่นคำขอเอาประกันภัย

อายุรถยนต์ใช้สำหรับรถทุกรหัส ยกเว้นรถรหัส  801 (รถยนต์ป้ายแดง)

(6) จำนวนเงินเอาประกันภัย

คือ จำนวนเงินเอาประกันภัยของตัวรถคันที่เอาประกันภัย  อัตราเบี้ยประกันภัยให้ใช้ตามตารางอัตราฯ  แยกตามประเภทรถยนต์

จำนวนเงินเอาประกันภัยที่มิได้ระบุไว้ในตารางอัตราฯ ให้ใช้อัตราของจำนวนเงินเอา   ประกันภัยที่สูงกว่า

จำนวนเงินเอาประกันภัยให้รวมถึง อุปกรณ์ ส่วนควบ เครื่องตกแต่งรถ และอุปกรณ์เพิ่มพิเศษ เช่น อุปกรณ์ดัมพ์ เป็นต้น (ถ้ามี)

(7) อุปกรณ์เพิ่มพิเศษ

หมายถึง อุปกรณ์เพิ่มเติมสำหรับรถยนต์บางประเภท ซึ่งทำให้ความเสี่ยงภัยในการใช้รถเพิ่มขึ้น และมีผลทำให้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มขึ้นด้วย เช่น อุปกรณ์ดัมพ์ หรือเครื่องไฮดรอลิค (Hydraulic) หรือ รถยนต์บรรทุกที่มีเครื่องทำความเย็น ฯลฯ

อุปกรณ์เพิ่มพิเศษใช้สำหรับรถรหัส 320   340   520  และ  540

ตารางที่ 3 อัตราเบี้ยประกันภัยเพิ่มความคุ้มครอง

หมายถึง เบี้ยประกันภัยที่เพิ่มขึ้นสำหรับการเพิ่มจำนวนเงินความรับผิดต่อบุคคลภายนอก     ที่เกินกว่าจำนวนเงินจำกัดความรับผิดพื้นฐาน  การกำหนดจำนวนเงินความรับผิดสำหรับบุคคลภายนอก ต้องเพิ่มตามขั้นที่กำหนดในตารางอัตราเบี้ยประกันภัยเพิ่มความคุ้มครอง ทั้งนี้สามารถเพิ่มจำนวนเงินความรับผิดต่อบุคคลภายนอกได้ 2 ความคุ้มครอง คือ 

-  ความรับผิดต่อความบาดเจ็บหรือมรณะของบุคคลภายนอก และความรับผิดต่อความ    บาดเจ็บหรือมรณะของผู้โดยสารในรถคันเอาประกันภัย  (บจ.)

-  ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก  (ทส.)

ตารางที่ 4 อัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันภัยเพิ่มตามเอกสารแนบท้าย

หมายถึง เบี้ยประกันภัยเพิ่มตามความคุ้มครองที่ระบุไว้ในเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์        ประกันภัยรถยนต์ ประกอบด้วย

การประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล

ผู้เอาประกันภัยสามารถเอาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลคุ้มครองผู้ขับขี่และผู้โดยสาร      ในรถคันเอาประกันภัย ซึ่งบริษัทต้องจัดทำเอกสารแนบท้ายแสดงความคุ้มครอง โดยใช้อัตราเบี้ยประกันภัยตามตารางที่กำหนด

การประกันภัยค่ารักษาพยาบาล

ผู้เอาประกันภัยสามารถเอาประกันภัยค่ารักษาพยาบาลคุ้มครองผู้ขับขี่และผู้โดยสารใน     รถคันเอาประกันภัย ซึ่งบริษัทต้องจัดทำเอกสารแนบท้ายแสดงความคุ้มครอง โดยใช้อัตราเบี้ยประกันภัย  ตามตารางที่กำหนด

การประกันตัวผู้ขับขี่

ผู้เอาประกันภัยสามารถเอาประกันภัยการประกันตัวผู้ขับขี่ในคดีอาญา  ซึ่งบริษัทต้องจัดทำเอกสารแนบท้ายแสดงความคุ้มครอง โดยใช้อัตราเบี้ยประกันภัยตามตารางที่กำหนด

10. ส่วนลดและส่วนเพิ่มเบี้ยประกันภัย

ในการประกันภัยรถยนต์  ผู้เอาประกันภัยอาจได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัย หรือส่วนเพิ่ม           เบี้ยประกันภัยจากอัตราเบี้ยประกันภัยปกติในกรณีดังต่อไปนี้      

10.1 การประกันภัยกลุ่ม  หมายถึง การที่ผู้เอาประกันภัยมีรถยนต์เอาประกันภัยไว้กับบริษัท    ตั้งแต่ 3 คันขึ้นไป จะได้รับส่วนลดจำนวน 10% ของเบี้ยประกันภัยในรถแต่ละคัน หลังจากที่หักส่วนลด     เบี้ยประกันภัยสำหรับความเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยรับผิดชอบเองแล้ว การประกันภัยกลุ่มต้องปฏิบัติ ดังนี้

  1. ต้องมีประกันภัยพร้อมกัน 3 คันขึ้นไป ถ้าประกันภัยไม่พร้อมกัน ให้ส่วนลดเฉพาะคันที่ 3 และคันต่อๆ ไป

ข) รถยนต์เช่าซื้อจะให้ส่วนลดกลุ่มไม่ได้   นอกจากผู้เช่าซื้อเป็นบุคคลคนเดียวกัน     และได้   เอาประกันภัยรถยนต์ 3 คันขึ้นไป

ค) รถจักรยานยนต์ให้ส่วนลดกลุ่มได้ตามจำนวนคันของรถจักรยานยนต์เท่านั้น  ห้ามนับรวมจักรยานยนต์กับรถยนต์อื่นๆ เข้าเป็นกลุ่ม

10.2  อัตราเบี้ยประกันภัยประวัติดี และอัตราเบี้ยประกันภัยประวัติไม่ดี

อัตราเบี้ยประกันภัยประวัติดี คือ อัตราส่วนลดเบี้ยประกันภัยสำหรับผู้เอาประกันภัยในการต่ออายุการเอาประกันภัย โดยในระหว่างปีที่เอาประกันภัยที่ผ่านมาไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายต่อบริษัท  

อัตราเบี้ยประกันภัยประวัติไม่ดี คือ  อัตราส่วนเพิ่มเบี้ยประกันภัยสำหรับผู้เอาประกันภัย ในการต่ออายุการเอาประกันภัย โดยในระหว่างปีที่เอาประกันภัยที่ผ่านมามีการเรียกร้องค่าเสียหายต่อบริษัท   ที่เกิดจากอุบัติเหตุ ซึ่งรถยนต์คันที่เอาประกันภัยเป็นฝ่ายประมาท หรือไม่สามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ อย่างน้อยตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป มีจำนวนเงินรวมกันเกิน 200 % ของเบี้ยประกันภัย

  1. ในกรณีผู้เอาประกันภัยมีรถยนต์เอาประกันภัยไว้กับบริษัทน้อยกว่า 3 คัน บริษัทจะลดเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย เป็นลำดับ ดังนี้

                     ขั้นที่ 1  20% ของเบี้ยประกันภัยในปีที่ต่ออายุ  สำหรับรถยนต์คันที่ไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายต่อบริษัท ในการประกันภัยปีแรก

                     ขั้นที่ 2  30% ของเบี้ยประกันภัยในปีที่ต่ออายุ  สำหรับรถยนต์คันที่ไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายต่อบริษัท ในการประกันภัย 2 ปีติดต่อกัน

                     ขั้นที่ 3  40% ของเบี้ยประกันภัยในปีที่ต่ออายุ  สำหรับรถยนต์คันที่ไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายต่อบริษัท ในการประกันภัย 3 ปีติดต่อกัน

                     ขั้นที่ 4  50% ของเบี้ยประกันภัยในปีที่ต่ออายุ  สำหรับรถยนต์คันที่ไม่มีการเรียกร้อง

ค่าเสียหายต่อบริษัท ในการประกันภัย 4 ปีติดต่อกันหรือกว่านั้น

ทั้งนี้ บริษัทจะลดเบี้ยประกันภัยให้ต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยได้ต่ออายุการประกันภัยกับบริษัท  และเฉพาะข้อตกลงคุ้มครองที่ต่ออายุเท่านั้น

คำว่า “รถยนต์คันที่ไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายต่อบริษัท” ให้หมายความรวมถึงรถยนต์คันที่มีการเรียกร้องค่าเสียหาย แต่ค่าเสียหายนั้นมิได้เกิดจากความประมาทของรถยนต์คันเอาประกันภัย และผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้

หากในระหว่างปีกรมธรรม์ที่ผู้เอาประกันภัยได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยประวัติดีมีการเรียกร้องค่าเสียหายต่อบริษัทแล้ว ในการต่ออายุการประกันภัยปีต่อไป บริษัทจะลดเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย ดังนี้

  1. ลดลงหนึ่งลำดับขั้นจากเดิม หากการเรียกร้องนั้นเกิดจากความประมาทของรถยนต์คันเอาประกันภัย หรือผู้เอาประกันภัยไม่สามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้
  2. ลดลงสองลำดับขั้นจากเดิม แต่ไม่เกินอัตราปกติ หากมีการเรียกร้องที่รถยนต์คันเอาประกันภัยเป็นฝ่ายประมาท หรือไม่สามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปรวมกันมีจำนวนเงินเกิน 200% ของเบี้ยประกันภัย
  1. ในกรณีผู้เอาประกันภัยมีรถยนต์เอาประกันภัยไว้กับบริษัทคันเดียวหรือหลายคัน และมีการเรียกร้องค่าเสียหายระหว่างปีที่เอาประกันภัยที่เกิดจากอุบัติเหตุ ซึ่งรถยนต์คันที่เอาประกันภัยเป็นฝ่ายประมาท หรือไม่สามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ อย่างน้อยตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปรวมกันมีจำนวนเงินเกิน 200% ของเบี้ยประกันภัย บริษัทจะเพิ่มเบี้ยประกันภัยเป็นขั้นๆ ดังนี้

ขั้นที่ 1   20% ของเบี้ยประกันภัยในปีที่ต่ออายุ

ขั้นที่ 2   30% ของเบี้ยประกันภัยในปีที่ต่ออายุ ในกรณีมีค่าเสียหายดังกล่าว เกิดขึ้นต่อบริษัท 2 ปีติดต่อกัน

ขั้นที่ 3   40% ของเบี้ยประกันภัยในปีที่ต่ออายุ ในกรณีมีค่าเสียหายดังกล่าว เกิดขึ้นต่อบริษัท 3 ปีติดต่อกัน

ขั้นที่ 4   50% ของเบี้ยประกันภัยในปีที่ต่ออายุ ในกรณีมีค่าเสียหายดังกล่าว เกิดขึ้นต่อบริษัท 4 ปีติดต่อกัน หรือกว่านั้น

                         ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยถูกเพิ่มเบี้ยประกันภัยประวัติไม่ดีไม่ว่าลำดับขั้นใด และในปีกรมธรรม์ประกันภัยนั้น มีการเรียกร้องค่าเสียหาย ที่รถยนต์คันเอาประกันภัยเป็นฝ่ายประมาท หรือไม่สามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้ไม่ถึง 2 ครั้ง หรือถึง 2 ครั้ง แต่มีค่าสินไหมทดแทนไม่ถึง 200% ของเบี้ยประกันภัยแล้ว ในการต่ออายุการประกันภัย บริษัทจะใช้เบี้ยประกันภัยในลำดับขั้นเดิมเช่นปี ที่ผ่านมา แต่หากไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหาย หรือมีการเรียกร้องค่าเสียหาย หรือมีการเรียกร้องค่าเสียหาย แต่ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น มิได้เกิดจากความประมาทของรถยนต์คันเอาประกันภัย และผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้แล้ว ในการต่ออายุการประกันภัยในปีต่อไป บริษัทจะใช้เบี้ยประกันภัยในอัตราปกติ

10.3 กรณีผู้เอาประกันภัยมีรถยนต์เอาประกันภัยไว้กับบริษัทตั้งแต่ 3 คันขึ้นไป บริษัทจะลด เบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย ดังนี้

30% ของเบี้ยประกันภัยของปีที่ต่ออายุของรถยนต์ทุกคันที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัท หัก   ด้วยจำนวนเงินค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อบริษัทในปีที่เอาประกันภัย ในกรณีได้เอาประกันภัยรถยนต์ 3 คันถึง 9 คัน

35% ของเบี้ยประกันภัยของปีที่ต่ออายุของรถยนต์ทุกคันที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัท หักด้วยจำนวนเงินค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อบริษัทในปีที่เอาประกันภัย ในกรณีได้เอาประกันภัยรถยนต์ 10  คันถึง 19 คัน

40% ของเบี้ยประกันภัยของปีที่ต่ออายุของรถยนต์ทุกคันที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัท หักด้วยจำนวนเงินค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อบริษัทในปีที่เอาประกันภัย ในกรณีได้เอาประกันภัยรถยนต์ 20 คันหรือมากกว่านั้น

ทั้งนี้ บริษัทจะลดเบี้ยประกันภัยให้ต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยได้ต่ออายุการประกันภัยกับบริษัทและเฉพาะข้อตกลงคุ้มครองที่ต่ออายุเท่านั้น

คำว่า “จำนวนเงินค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อบริษัท” ไม่รวมถึงค่าเสียหายที่มิได้เกิดจากความประมาทของรถยนต์คันเอาประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้

ค่าเสียหายให้ถือตามจำนวนเงินที่ได้จ่ายไปและสำรองไว้หักด้วยค่าสินไหมรับคืน โดยไม่รวมค่าใช้จ่ายในการจัดการค่าสินไหมทดแทน

ถ้าการประกันภัยกลุ่มได้แยกประกันภัยเป็นคันๆ ซึ่งมีเวลาสิ้นสุดไม่พร้อมกัน ให้คำนวณ  ส่วนลดนี้ต่อเมื่อการประกันภัยรถทุกคันได้สิ้นสุดลงตามปีปฏิทิน เช่น รถบางคันในการประกันภัยกลุ่มหมดอายุในเดือนมกราคม 2543 บางคันหมดในเดือนกรกฎาคม 2543 บางคันหมดพฤศจิกายน 2543 การคำนวณส่วนลด ให้รอถึงเดือนพฤศจิกายน 2543 โดยคิดตามเบี้ยประกันภัยที่ได้รับทั้งหมด สำหรับกลุ่มรถยนต์และค่าเสียหายที่เกิดขึ้นตามระยะเวลาของการประกันภัยทุกคัน

10.4 ความเสียหายส่วนแรก

ความเสียหายส่วนแรก หมายถึง  ส่วนแรกของความรับผิด หรือความเสียหายที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเอง แบ่งเป็น

  1. ค่าเสียหายส่วนแรก ที่เกิดขึ้นจากความตกลงระหว่างบริษัทกับผู้เอาประกันภัย โดยอาจตกลงให้ผู้เอาประกันภัยรับผิดชอบความเสียหายส่วนแรก สำหรับความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์ หรือความเสียหายส่วนแรก สำหรับความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ซึ่งในกรณีนี้บริษัทจะต้องลดเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย ดังนี้

                                        (1) ความเสียหายส่วนแรก สำหรับความคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์

  • 5,000 บาทแรก ลดเบี้ยประกันภัย 100% ของจำนวนเงินความเสียหายส่วนแรก
  • ส่วนที่เกิน 5,000 บาทแรก ลดเบี้ยประกันภัย 10% ของจำนวนเงินความเสียหายส่วนแรก

                                        (2) ความเสียหายส่วนแรก สำหรับความคุ้มครองความเสียหายต่อรถจักรยานยนต์

  • 1,000 บาทแรก ลดเบี้ยประกันภัย 100% ของจำนวนเงินความเสียหายส่วนแรก
  • ส่วนที่เกิน 1,000 บาทแรก ลดเบี้ยประกันภัย 20% ของจำนวนเงินความเสียหายส่วนแรก

                                        (3) ความเสียหายส่วนแรก สำหรับความคุ้มครองความรับผิดต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก

  • 5,000 บาทแรก ลดเบี้ยประกันภัย 10% ของจำนวนเงินความเสียหายส่วนแรก
  • ส่วนเกิน 5,000 บาทแรก ได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัย 1% ของจำนวนเงิน ความเสียหายส่วนแรก
  1. ความเสียหายส่วนแรก เนื่องจากผู้เอาประกันภัยผิดสัญญา เช่น รถยนต์คันเอาประกันภัยไปเกิดความเสียหาย ในขณะที่มีบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่บุคคลที่ระบุชื่อในกรมธรรม์เป็นผู้ขับขี่ เป็นต้น
  2. ความเสียหายส่วนแรก สำหรับกรณีที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย เช่น ความเสียหายต่อรถยนต์ที่เกิดจากการชน ซึ่งผู้เอาประกันภัยไม่สามารถแจ้งให้บริษัททราบถึงคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้

11. เงื่อนไขอื่นๆ

11.1 การชำระเบี้ยประกันภัย

ห้ามรับชำระเบี้ยประกันภัยเป็นงวด ๆ

11.2 การหยุดใช้รถยนต์

               ผู้เอาประกันภัยอาจแจ้งการหยุดใช้รถยนต์เพื่อขอรับเบี้ยประกันภัยคืนจากบริษัทได้โดยเงื่อนไข ดังนี้

  1. ต้องแจ้งล่วงหน้าเพื่อขอหยุดการใช้รถยนต์ การคืนเบี้ยประกันภัยให้เฉลี่ยเป็นรายวัน
  2. ห้ามคืนเบี้ยประกันภัยในการหยุดการใช้รถยนต์ในกรณีดังต่อไปนี้ :-

(1) ระหว่างทำการซ่อมแซม

(2) หยุดการใช้รถยนต์น้อยกว่า 30 วัน

11.3 การเปลี่ยนรถยนต์

 การเอารถยนต์คันอื่นมาเปลี่ยนแทนรถยนต์คันเอาประกันภัย หากเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นหรือลดลงต้องคิดเบี้ยประกันภัยที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเฉลี่ยรายวัน

11.4 การบอกเลิกกรมธรรม์

ผู้เอาประกันภัยและบริษัทสามารถบอกเลิกกรมธรรม์ได้ ดังต่อไปนี้

  1. บริษัทจะบอกเลิกกรมธรรม์ฯนี้ได้ด้วยการส่งหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า    15 วัน  โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถึงผู้เอาประกันภัยตามที่อยู่ครั้งสุดท้ายที่แจ้งให้บริษัททราบ  ในกรณีนี้บริษัทจะคืนเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยโดยหักเบี้ยประกันภัยสำหรับระยะเวลาที่กรมธรรม์ได้ใช้บังคับมาแล้วออกตามส่วน
  2. ผู้เอาประกันภัยจะบอกเลิกกรมธรรม์นี้ได้ โดยแจ้งให้บริษัททราบเป็นลายลักษณ์อักษรและมีสิทธิได้รับเบี้ยประกันภัยคืนตามอัตราการคืนเบี้ยประกันภัยที่ระบุไว้

3. กรณีที่เป็นการประกันภัยกลุ่มและมีการลดจำนวนรถยนต์ ให้คืนเบี้ยประกันภัยเฉลี่ย   รายวัน

11.5 รถยนต์เช่าซื้อ

การประกันภัยรถยนต์เช่าซื้อ ให้บริษัทจัดทำกรมธรรม์ให้ผู้เช่าซื้อเป็นผู้เอาประกันภัยแต่     ผู้เดียวเท่านั้น การยกผลประโยชน์ตามส่วนได้เสียให้ผู้ให้เช่าซื้อ ให้บริษัทใช้เอกสารแนบท้าย ร.ย 24 ห้ามให้ส่วนลดกลุ่มสำหรับรถยนต์เช่าซื้อ นอกจากผู้เช่าซื้อคนเดียวกันได้เอาประกันภัยไว้กับบริษัท 3 คันขึ้นไป

11.6 อาณาเขตที่คุ้มครอง

อัตราเบี้ยประกันภัยที่กำหนดไว้เป็นอัตราสำหรับการใช้รถยนต์ในอาณาเขตประเทศไทย    การขยายเพื่อคุ้มครองการใช้รถยนต์ในประเทศพม่า กัมพูชา ลาว มาเลเซีย สิงคโปร์  เวียตนาม และ/หรือ  สาธารณรัฐประชาชนจีน ให้ทำได้โดยคิดเบี้ยประกันภัยเพิ่มเดือนละ 5% ของเบี้ยประกันภัยเต็มปี        (Gross Annual Premium) แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันภัยเต็มปี (Gross Annual Premium)

11.7 การประกันภัยไม่เต็มปี

การรับประกันภัยไม่เต็มปี ต้องคำนวณเบี้ยประกันภัยตามอัตราเบี้ยประกันภัยระยะสั้น        ดังต่อไปนี้

 

จำนวนวันประกันภัย

 

ร้อยละของเบี้ยประกันภัยเต็มปี

 

จำนวนวันประกันภัย

 

ร้อยละของเบี้ยประกันภัยเต็มปี

 

จำนวนวันประกันภัย

 

ร้อยละของเบี้ยประกันภัยเต็มปี

1-9

10

120-129

46

240-249

75

10-19

15

130-139

49

250-259

77

20-29

19

140-149

52

260-269

80

30-39

21

150-159

54

270-279

82

40-49

24

160-169

57

280-289

84

50-59

27

170-179

60

290-299

86

60-69

30

180-189

62

300-309

88

70-79

32

190-199

64

310-319

91

80-89

35

200-209

67

320-329

93

90-99

38

210-219

69

330-339

95

100-109

41

220-229

71

340-349

97

110-119

43

230-239

73

350-359

99

 

 

 

 

360-366

100

ในกรณีที่เป็นการประกันภัยกลุ่มและเป็นการเพิ่มจำนวนรถยนต์นั้น ต้องใช้อัตราเบี้ยประกันภัยเฉลี่ยรายวัน

11.8 การรับประกันภัยรถยนต์ที่มีอุปกรณ์เพิ่มพิเศษ

                           บริษัทต้องระบุไว้ในหน้าตารางกรมธรรม์ ในช่องแบบตัวถังว่า อุปกรณ์เพิ่มพิเศษ

12. การแก้ไขเปลี่ยนแปลง

การแก้ไข เปลี่ยนแปลงรายการของรถยนต์คันเอาประกันภัย หรือเพิ่ม หรือลดความคุ้มครอง บริษัทจะต้องจัดทำเอกสารแนบท้าย  ระบุข้อความตามประเภทการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ตามแบบที่กำหนด

รายการแก้ไข เปลี่ยนแปลงมีทั้งสิ้น  27 แบบ ดังนี้    

.. 01 การประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล

ผู้เอาประกันภัยสามารถเอาประกันภัยเพิ่ม สำหรับการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ซึ่งบริษัทต้องจัดทำเอกสารแนบท้ายการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ระบุชื่อเอกสาร  ..01 การประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล”  และแนบเอกสารแนบท้ายเงื่อนไขความคุ้มครองเพิ่มเติมการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล

.. 02 การประกันภัยค่ารักษาพยาบาล

ผู้เอาประกันภัยสามารถเอาประกันภัยเพิ่ม สำหรับการประกันภัยค่ารักษาพยาบาลคุ้มครอง  ผู้ขับขี่และผู้โดยสารในรถคันเอาประกันภัย ซึ่งบริษัทต้องจัดทำเอกสารแนบท้ายการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ระบุชื่อเอกสาร  .. 02 การประกันภัยค่ารักษาพยาบาล

.. 03 การประกันตัวผู้ขับขี่

การแก้ไข เปลี่ยนแปลงการคุ้มครองการประกันตัวผู้ขับขี่ในคดีอาญา  ให้บริษัทจัดทำเอกสารแนบท้ายการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ระบุชื่อเอกสาร  .. 03 การประกันตัวผู้ขับขี่ 

.. 04 การขยายอาณาเขต

.. 05 การขยายระยะเวลาประกันภัย

.. 06 การประกันภัยการค้ารถยนต์ (ป้ายแดง)

กรณีผู้เอาประกันภัยเอาประกันภัยรถสำหรับการค้ารถยนต์  บริษัทต้องจัดทำเอกสารแนบท้ายโดยระบุหมายเลขทะเบียนป้ายแดง ซึ่งเป็นป้ายทะเบียนที่ผู้เอาประกันภัยมีสิทธิใช้ในการค้ารถยนต์ตาม       กฎหมาย

.. 07 การประกันภัยการค้ารถยนต์ (ผู้ขับขี่ระบุชื่อ)

กรณีผู้เอาประกันภัยเป็นผู้ค้ารถยนต์หรืออู่ซ่อมรถยนต์ เอาประกันภัยสำหรับการค้ารถยนต์  (ผู้ขับขี่ระบุชื่อ) บริษัทต้องจัดทำเอกสารแนบท้ายระบุชื่อผู้ขับขี่รถที่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์

.. 08 การเพิ่มความคุ้มครอง

.. 09 การเพิ่มจำนวนรถยนต์ที่เอาประกันภัย

.. 10 การลดจำนวนรถยนต์ที่เอาประกันภัย

.. 11 การเลิกกรมธรรม์ประกันภัย

.. 12 การเลิกความคุ้มครอง

.. 13 การลดเบี้ยประกันภัยประวัติดี

.. 14 การกำหนดความเสียหายส่วนแรก

.. 15 การหยุดใช้รถยนต์

กรณีที่ผู้เอาประกันภัยแจ้งหยุดการใช้รถยนต์เพื่อขอรับเบี้ยประกันภัยคืนตามข้อ 11.2 บริษัทต้องจัดทำเอกสารแนบท้ายระบุวันเริ่มหยุดการใช้รถคันเอาประกันภัย

.. 16 การเริ่มใช้รถยนต์หลังวันแจ้งหยุดการใช้

กรณีที่ผู้เอาประกันภัยเริ่มใช้รถยนต์หลังวันแจ้งหยุดการใช้รถยนต์ บริษัทต้องจัดทำเอกสารแนบท้ายระบุวันที่เริ่มคุ้มครองใหม่ และคืนเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยในระหว่างที่หยุดใช้รถยนต์ตามข้อ 11.2

.. 17 การแก้รายการรถยนต์

.. 18 การแก้ไขอัตราเบี้ยประกันภัย

.. 19 การเปลี่ยนระยะเวลาประกันภัย

.. 20 การเปลี่ยนจำนวนเงินจำกัดความรับผิด

.. 21 การเปลี่ยนจำนวนเงินความเสียหายส่วนแรก

.. 22 การเปลี่ยนแปลงการใช้รถยนต์

.. 23 การเปลี่ยนแปลงผู้เอาประกันภัย ชื่อ ที่อยู่ อาชีพ

.. 24 การจ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้รับประโยชน์

ผู้เอาประกันภัยอาจตกลงให้บริษัทชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความสูญหาย หรือความเสียหายที่ไม่อาจซ่อมได้สำหรับรถคันเอาประกันภัย  ซึ่งได้มีการคุ้มครองตามกรมธรรม์นี้ ให้แก่ผู้รับ         ประโยชน์ได้ โดยบริษัทต้องจัดทำเอกสารแนบท้ายระบุชื่อผู้รับประโยชน์

.. 25 การเปลี่ยนรถยนต์

.. 26 การประกันภัยประเภทระบุชื่อผู้ขับขี่

.. 27 การประกันภัยประเภทไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่

การแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายละเอียดต่าง ๆ ของกรมธรรม์ประกันภัย หากเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นหรือลดลงต้องคิดเบี้ยประกันภัยที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเฉลี่ยรายวัน ยกเว้นแต่การบอกเลิกกรมธรรม์โดย          ผู้เอาประกันภัย ให้คืนเบี้ยประกันภัยตามอัตราที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์

 

 แสดงความนับถือ 

  ศูนย์บริการปั๊มอำนวยโชค
115/1หมู่ 2 ถ.พิจิตร-สามง่าม ต.คลองคะเชนทร์ อ.เมือง จ.พิจิตร 66000
โทร 056-900487,ตรอ.056-900445,แฟร์ก 056-900465


ติดต่อ24ชั่วโมง

 นายอำนวย ศรีฉิม
โทรมือถือ 084-9909296,082-8867839, 080-5056712
อิเมลล์ info@onchok.com , a_hmog@amnauichok.com
เว็ปไซร์ www.onchok.com , www.amnauichok.com